ตรวจสภาพรถต่อภาษี (ตรวจ ตรอ.) คืออะไร พร้อมข้อมูลอายุรถ ราคา เอกสาร

ตรวจสภาพรถต่อภาษี (ตรวจ ตรอ.) คืออะไร พร้อมข้อมูลอายุรถ ราคา เอกสาร

MAIN POINT

  • รถยนต์ส่วนบุคคลที่มีอายุการใช้งานครบ 7 ปี ขึ้นไป เริ่มนับจากวันที่จดทะเบียน เช่น รถยนต์ของนาย A จดทะเบียนในปี พ.ศ. 2562 เมื่ออายุการใช้งานครบ 7 ปี ในปี พ.ศ. 2569 นาย A ต้องนำรถยนต์ไปตรวจสภาพก่อนต่อภาษีประจำปี ซึ่งสามารถตรวจได้ที่สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) หรือสำนักงานขนส่งทางบกโดยตรง
  • เอกสารที่ต้องใช้สำหรับการตรวจ ตรอ. คือ สมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ และบัตรประชาชนของเจ้าของรถ โดยจะคิดค่าใช้จ่ายตามน้ำหนักของรถ รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน 1,600 กิโลกรัม คันละ 150 บาท และรถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าเกิน 1,600 กิโลกรัม คันละ 250 บาท

 

การตรวจสภาพรถต่อภาษี หรือ ตรวจ ตรอ. เป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับรถที่มีอายุการใช้งานครบตามเกณฑ์ ก่อนนำไปต่อภาษีรถประจำปี เพื่อความถูกต้องตามกฎหมาย และลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากรถที่เสื่อมสภาพลง บทความนี้ DUNLOP จะพามาไขข้อสงสัยว่าต้องเช็กสภาพรถอะไรบ้าง ใช้เอกสารอะไร ราคาเท่าไหร่ หรือรถแบบไหนที่ต้องตรวจ เพื่อช่วยให้คุณเตรียมตัวได้ง่ายมากขึ้น

 

ตรวจสภาพรถต่อภาษี (ตรวจ ตรอ.) คืออะไร พร้อมข้อมูลอายุรถ ราคา เอกสาร

 

การตรวจสภาพรถต่อภาษี หรือที่หลายคนเรียกว่า ตรวจ ตรอ. คือ การนำรถเข้าตรวจสภาพกับสถานตรวจสภาพรถเอกชนที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกรมขนส่งทางบก เพื่อเช็กความพร้อมของรถก่อนต่อภาษีประจำปี โดยจะตรวจทั้งระบบไฟ เบรก ช่วงล่าง ยางรถยนต์ ควันไอเสีย และอุปกรณ์สำคัญต่าง ๆ ว่าอยู่ในสภาพปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

 

รถยนต์ประเภทใดบ้าง อายุกี่ปี ที่ต้องตรวจสภาพ?

ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ได้กำหนดไว้ว่า รถยนต์ที่ต้องเข้ารับการตรวจสภาพก่อนต่อภาษีประจำปี ได้แก่

  • รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ที่มีอายุการใช้งานครบ 7 ปี ขึ้นไป
  • รถยนต์ส่วนบุคคลเกิน 7 คน ที่มีอายุการใช้งานครบ 7 ปี ขึ้นไป
  • รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ที่มีอายุการใช้งานครบ 7 ปี ขึ้นไป
  • รถที่ค้างชำระภาษีรถเกิน 1 ปี แต่ยังไม่เกิน 3 ปี

โดยอายุการใช้งานของรถยนต์ จะเริ่มนับจากวันที่จดทะเบียน เช่น รถยนต์ของนาย A จดทะเบียนเมื่อปี พ.ศ. 2562 ดังนั้นเมื่ออายุการใช้งานครบ 7 ปี ในปี พ.ศ. 2569 นาย A ต้องนำรถยนต์ไปตรวจสภาพก่อนต่อภาษีประจำปีนั่นเอง

 

ตรวจสภาพรถยนต์ ตรอ. ราคาเท่าไหร่?

ก่อนนำรถไปตรวจสภาพเพื่อต่อภาษี จะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายให้พร้อม โดยจะคิดตามน้ำหนักของรถยนต์ ซึ่งทั้งการนำรถไปตรวจที่ ตรอ. หรือที่กรมการขนส่งทางบกโดยตรงนั้น จะคิดอัตราค่าบริการเท่ากัน

  • รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน 1,600 กิโลกรัม คันละ 150 บาท
  • รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าเกิน 1,600 กิโลกรัม คันละ 250 บาท

 

ตรวจสภาพรถที่ ตรอ. ใช้เอกสารอะไรบ้าง?

ก่อนนำรถเข้าตรวจสภาพที่ ตรอ. สิ่งสำคัญที่ควรเตรียมให้พร้อมคือเอกสารสำคัญต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ขั้นตอนดำเนินการได้รวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยเมื่อผ่านการตรวจเรียบร้อยแล้ว จะได้รับใบรับรองผลการตรวจสภาพ (ใบ ตรอ.) ซึ่งสามารถนำไปยื่นเพื่อเสียภาษีประจำปีได้เลย

เอกสารที่ต้องใช้

  • สมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ (เล่มทะเบียนตัวจริงหรือสำเนา)
  • บัตรประชาชนของเจ้าของรถ
  • ใบมอบอำนาจ กรณีที่ให้ผู้อื่นนำรถไปตรวจสภาพให้แทน

 

รถแบบไหนบ้างที่ตรวจสภาพรถที่ ตรอ. ไม่ได้?

ทั้งนี้รถบางประเภทไม่สามารถเข้าตรวจได้ตามข้อกำหนดของกรมการขนส่งทางบก จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขให้เรียบร้อยก่อน เพื่อความสะดวกและไม่เสียเวลาในการดำเนินการ

ประเภทที่ต้องตรวจสภาพที่กรมขนส่งทางบกเท่านั้น

  • รถที่ดัดแปลงสภาพผิดไปจากที่จดทะเบียนไว้ เช่น เปลี่ยนสี เครื่องยนต์ ชนิดน้ำมัน หรือลักษณะรถต่าง ๆ
  • รถที่มีปัญหาเกี่ยวกับตัวเลขรถหรือเลขเครื่องยนต์
  • รถที่เป็นเลขทะเบียนรุ่นเก่า เช่น กท-00001, กทจ-0001
  • รถที่ใช้ LPG, NGV ที่ยังไม่ได้ตรวจสภาพก๊าซ-อุปกรณ์ และถังก๊าซต้องไม่หมดอายุ
  • รถที่เจ้าของได้แจ้งการไม่ได้ชั่วคราว หรือแจ้งการไม่ใช้รถตลอดไปไว้
  • รถที่ขาดต่อทะเบียนเกิน 1 ปี
  • รถที่เคยถูกโจรกรรมแล้วได้คืน

 

ประเภทรถที่ตรวจได้กับทั้งตรอ. และกรมการขนส่งทางบก

  • รถยนต์ที่น้ำหนักเกิน 1,600 กิโลกรัม
  • รถทั่วไปทุกประเภท เช่น รถบรรทุก รถสามล้อ รถรับจ้าง และอื่น ๆ
  • รถของส่วนราชการ

 

ตรวจสภาพรถยนต์ไม่ผ่านทำอย่างไร?

หากตรวจสภาพรถยนต์ไม่ผ่านเกณฑ์ เจ้าของรถสามารถนำรถไปซ่อมแซมตามที่เจ้าหน้าที่แจ้งไว้ได้ จากนั้นหากตรวจใหม่ภายใน 15 วันหลังการตรวจรอบแรก เฉพาะรายการที่ไม่ผ่าน จะเสียค่าบริการเพียงครึ่งหนึ่งจากปกติ แต่ถ้าหากเกิน 15 วันแล้ว ต้องตรวจใหม่ทุกรายการ และเสียค่าบริการเต็มจำนวน

 

การตรวจสภาพรถต่อภาษี ต้องตรวจอะไรบ้าง?

 

การตรวจสภาพรถยนต์

 

1. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล

เจ้าหน้าที่จะเริ่มจากการตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานของรถ เช่น ลักษณะของรถ หมายเลขทะเบียน เลขตัวถัง เลขเครื่องยนต์ หรือชนิดเชื้อเพลิงที่ใช้ เพื่อยืนยันว่าข้อมูลตรงกับที่ระบุไว้ในทะเบียนรถ และไม่มีการแก้ไขหรือดัดแปลงที่ผิดกฎหมาย

 

2. ตรวจสภาพรถยนต์ภายใน

การตรวจภายในรถจะเน้นการเช็กอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและการใช้งาน เช่น พวงมาลัย ระบบบังคับเลี้ยว แตร มาตรวัด ไฟสัญญาณ ที่ปัดน้ำฝน กระจกมองหลัง เข็มขัดนิรภัย ที่นั่งผู้ขับและที่นั่งผู้โดยสาร ว่ายังสามารถใช้งานได้ตามปกติ เพื่อช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างปลอดภัยขณะออกเดินทาง

 

3. ตรวจสภาพรถยนต์ภายนอก

เป็นการเช็กบริเวณภายนอกของรถทั้งหมด เช่น สีรถยนต์ กันชน ไฟเลี้ยว ไฟหรี่ บังโคลน โครงสร้างตัวถัง กระจกข้าง ประตู ไฟท้าย กงล้อ ยางรถยนต์ รวมถึงตรวจใต้ท้องรถ ทั้งระบบบังคับเลี้ยว ระบบรองรับน้ำหนัก สปริง โช็คอัพ อุปกรณ์ระบบห้ามล้อ ครัทซ์ เกียร์ ระบบไอเสีย ระบบเชื้อเพลิงและอื่น ๆ ว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่มีจุดที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายหรือกระทบต่อการใช้งานบนท้องถนน

 

4. ตรวจศูนย์ล้อหน้า

ขั้นตอนนี้เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของล้อหน้า ว่ามีการเอียงหรือไม่ หากศูนย์ล้อไม่ตรง อาจทำให้รถส่าย ควบคุมยาก ซึ่งส่งผลต่อทั้งความปลอดภัยและอายุการใช้งานของยางรถยนต์

วิธีการทดสอบ วิ่งรถเป็นแนวตรงผ่านเครื่องทดสอบด้วยความเร็วประมาณ  3-5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากนั้นปล่อยมือจากพวงมาลัย เพื่อดูค่าเบี่ยงเบนที่เกิดขึ้น หากมีค่าเบี่ยงเบนล้อหน้าไม่เกิน +5 หรือ -5 เมตรต่อกิโลเมตร จึงถือว่าผ่านเกณฑ์

 

การทดสอบระบบเบรก

 

5. ทดสอบระบบเบรก

ระบบเบรก ถือเป็นจุดสำคัญของการตรวจสภาพรถ เพื่อวัดประสิทธิภาพการทำงานของเบรกเท้า เบรกมือ และผลต่างของเบรกเท้าด้านขวาและด้านซ้าย ว่ายังทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ โดยทำการทดสอบผ่านลูกกลิ้ง ซึ่งผลการตรวจที่ผ่านเกณฑ์ คือ

  • เบรกมือ ต้องมีแรงห้ามทุกล้อรวมกันไม่ต่ำกว่า 20% ของน้ำหนักรถ
  • เบรกเท้า ต้องมีแรงห้ามทุกล้อรวมกันไม่ต่ำกว่า 50% ของน้ำหนักรถ
  • ผลต่างของเบรกเท้าด้านขวาและด้านซ้าย ต้องไม่เกิน 25% ของแรงห้ามล้อสูงสุด

 

6. ตรวจวัดไฟหน้ารถและระบบไฟอื่น ๆ

เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบโคมไฟหน้ารถว่าไม่มีการแตกร้าว ไม่ขุ่นมัว มีสี ตำแหน่ง ความสว่าง ความเข้ม และค่าเบี่ยงเบนของลำแสงถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่และลดความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้

 

การตรวจวัดมลพิษ

 

7. ตรวจวัดการปล่อยมลพิษและปริมาณควันดำ

เป็นการเช็กปริมาณการปล่อยมลพิษอย่าง ค่าคาร์บอนมอนอกไซด์ (Co) และไฮโดรคาร์บอน (Hc) ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ โดยทดสอบผ่านการสอดหัววัดเข้าไปในท่อไอเสียขณะที่เครื่องยนต์กำลังเดินเบา ๆ ทำทั้งหมด 2 ครั้ง แล้วทำการหาค่าเฉลี่ย

เกณฑ์การปล่อยมลพิษตามประกาศกรมการขนส่งทางบกปี พ.ศ. 2566

  • รถยนต์ที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2556 ต้องมีค่าก๊าซ Co ไม่เกินร้อยละ 0.5 และ ก๊าซ Hc ไม่เกิน 100 ส่วนในล้านส่วน
  • รถยนต์ที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 ขึ้นไป ต้องมีค่าก๊าซ Co ไม่เกินร้อยละ 0.3 และ ก๊าซ Hc ไม่เกิน 100 ส่วนในล้านส่วน

ส่วนการตรวจค่าปริมาณควันดำ สามารถทดสอบโดยการเร่งเครื่องยนต์สุดคันเร่ง แล้วเก็บค่าควันดำผ่านเครื่องมือวัดความทึบแสง (Opacity) และเครื่องมือวัดระบบกระดาษกรอง (Filter) โดยค่าควันดำที่เกิดขึ้นจะต้องไม่เกินร้อยละ 30 และ 40 ตามลำดับ

 

8. ตรวจวัดระดับเสียงจากท่อไอเสีย

การตรวจระดับเสียงจากท่อไอเสีย เพื่อลดปัญหามลภาวะทางเสียงและควบคุมการดัดแปลงท่อไอเสียไม่ให้เกินมาตรฐานที่กำหนด โดยสามารถใช้เครื่องวัดระดับเสียงตามมาตรฐาน IEC ตรวจวัดขณะจอดอยู่กับที่และไม่มีการขนสัมภาระ ซึ่งค่ามาตรฐานที่ตรวจวัดได้ต้องไม่เกิน 100 เดซิเบลเอ

 

9. รอรับใบรายงานผล

หลังตรวจครบทุกขั้นตอน เจ้าของรถจะได้รับใบรายงานผลการตรวจสภาพ หากรถผ่านเกณฑ์ก็สามารถนำเอกสารไปใช้ต่อภาษีรถประจำปีได้ทันที แต่หากพบจุดที่ต้องแก้ไข เจ้าหน้าที่จะแจ้งรายละเอียดเพื่อให้นำรถไปปรับปรุงก่อนกลับมาตรวจอีกครั้ง

 

คำถามน่ารู้เกี่ยวกับการตรวจสภาพรถ

 

1. สามารถตรวจสภาพรถต่อภาษีที่ไหนได้บ้าง?

สามารถตรวจสภาพรถต่อภาษีได้ที่สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกอย่างถูกต้อง และสำนักงานขนส่งทางบกโดยตรง

 

2. รถอายุเกิน 7 ปีที่ต้องตรวจสภาพก่อนเสียภาษี นับยังไง?

เริ่มนับจากวันที่จดทะเบียน เช่น รถยนต์ของนาย A จดทะเบียนเมื่อปี พ.ศ. 2562 ดังนั้นเมื่ออายุการใช้งานครบ 7 ปี ในปี พ.ศ. 2569 นาย A ต้องนำรถยนต์ไปตรวจสภาพก่อนต่อภาษีประจำปี

 

3. ตรวจสภาพรถที่ ตรอ. แล้วต่อภาษีออนไลน์ได้ไหม?

ได้ หลังจากนำรถเข้าตรวจสภาพที่ ตรอ. เรียบร้อยแล้ว ข้อมูลจะถูกส่งเข้าระบบ เราจึงสามารถยื่นชำระภาษีออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ e-Service ของกรมการขนส่งทางบกได้เลย

 

4. การตรวจสภาพรถยนต์ต้องตรวจกี่ปีต่อครั้ง?

รถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่มีอายุการใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป นับจากวันจดทะเบียนครั้งแรก จะต้องนำรถไปตรวจสภาพเป็นประจำทุกปีก่อนการต่อภาษี

 

5. สามารถตรวจสภาพรถต่อภาษีล่วงหน้าได้นานแค่ไหน?

สามารถนำรถไปตรวจสภาพล่วงหน้าได้ไม่เกิน 3 เดือน ก่อนถึงวันสิ้นอายุภาษีประจำปี

 

ตรวจสภาพรถให้พร้อม ก่อนการขับขี่อย่างมั่นใจ

การตรวจสภาพรถต่อภาษี หรือการตรวจ ตรอ. มีความสำคัญสำหรับรถที่มีอายุการใช้งานครบตามเกณฑ์ เพื่อเช็กความพร้อมของรถในทุกด้าน โดยเจ้าของรถควรตรวจสอบอายุรถ เตรียมเอกสารให้ครบ และนำรถเข้าตรวจตามกำหนด เพื่อช่วยให้การต่อภาษีเป็นเรื่องง่าย สะดวก และถูกต้องตามกฎหมาย

เมื่อคุณพร้อมออกเดินทางแล้ว เลือกยางที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้จาก DUNLOP แบรนด์ผู้ผลิตและจำหน่ายยางรถยนต์ระดับโลก ที่ให้ความสำคัญกับสมรรถนะ ความทนทาน และเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้คุณขับขี่สบาย ปลอดภัยทุกเส้นทาง

 

ดูสินค้ายางรถยนต์ DUNLOP

ค้นหาตัวแทนจำหน่ายยาง DUNLOP

SHARE:

RELATE TIPS & TRICK

wheel-alignment-and-wheel-balancing
รถยางรั่ว-ยางแบน เกิดจากอะไร ควรแก้ไขอย่างไร สามารถขับต่อได้ไหม?
ยางรถไฟฟ้า (EV) BLUE RESPONSE TG จาก DUNLOP