ยางรถซึม: สาเหตุ อาการ วิธีเช็ก และวิธีแก้

เป็นเรื่องปกติที่ลมยางจะลดลงไปเองอย่างน้อยประมาณ 1-3 ปอนด์ต่อเดือน เราจึงต้องคอยหมั่นเติมลมยางเป็นประจำทุกเดือน รวมถึงคอยสังเกตว่า ลมยางรถยนต์นั้นลดลงเร็วผิดกว่าปกติ หรือมียางเส้นใดเส้นหนึ่งลมอ่อนกว่ายางเส้นอื่นแม้จะเติมลมยางเท่ากันแล้วก็ตาม นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนถึง “อาการยางรถซึม” ที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ บทความนี้จะมาแนะนำให้เห็นถึงสัญญาณเตือนของอาการยางรถซึม สาเหตุ วิธีรับมือกับสถานการณ์เบื้องต้น พร้อมเทคนิคป้องกันยางรถซึมไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต เพื่อการขับขี่ที่มั่นใจในทุกเส้นทาง

 

สังเกตอาการยางรถซึม

 

อาการยางรถซึมเป็นปัญหาที่ไม่ได้แบนหรือเห็นชัดได้ทันที จึงต้องอาศัยการสังเกต ยิ่งเห็นหรือสัมผัสถึงสิ่งผิดปกติจากอาการยางรถซึมได้เร็ว ก็จะทำให้รับมือได้ทัน ดีกว่าขับขี่ไปแล้วต้องรับมือกับปัญหากลางท้องถนน หรือเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้นหากคุณกำลังมีปัญหาดังต่อไปนี้ สามารถคาดเดาได้ว่าอาจมียางซึม ยางรั่ว หรือยางเสื่อมสภาพกับยางรถยนต์ของคุณ

 

  • มียางเส้นใดเส้นหนึ่งฟีบแบนเร็ว ไม่ใช่เรื่องแปลกหากยางรถยนต์จะสูญเสียแรงดันลมยางเมื่อผ่านการใช้งานไปสักพักหลังเติมลมยาง แต่หากจู่ ๆ มีเส้นใดเส้นหนึ่งกลับฟีบแบนเร็วกว่าเส้นอื่น นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่ายางเส้นนั้น ๆ กำลังเจอกับอาการยางรถซึม
  • ควบคุมรถยากผิดปกติ เมื่อเวลาต้องเลี้ยวรถ เข้าโค้ง หรือแม้กระทั่งทางตรง ทั้งยังรู้สึกถึงอาการพวงมาลัยหนัก เพราะด้วยแรงดันลมที่ลดลง ทำให้ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนก็ลดลงเช่นกัน
  • ได้ยินเสียงยางดังเมื่อสัมผัสกับพื้นถนน เนื่องจากยางที่เริ่มฟีบแบนจะสัมผัสกับพื้นถนนมากกว่าปกติจึงทำให้เกิดเสียง หรืออาจได้ยินเสียงซู่ซ่าคล้ายลมกำลังออกจากยางได้เช่นกัน
  • รถมีอาการสั่นหรือกระตุกเล็กน้อย จากแรงสั่นสะเทือนที่ล้อและโครงสร้างรถ เพราะยางรถซึมจะไม่สามารถดูดซับแรงกระแทกได้ดีเท่าที่ควร
  • พบเศษ/สิ่งแปลกปลอมติดอยู่ที่ยาง อาจจะดูเล็กน้อย แต่เศษเล็ก ๆ พวกนี้ ทำให้ลมยางสามารถค่อย ๆ รั่วออกได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว หากพบเจอพวกตะปู เศษหิน เศษแก้ว หรือเศษโลหะต่าง ๆ ควรรีบตรวจเช็กอย่างละเอียดให้เร็วที่สุด

 

สาเหตุยางรถซึม

 

  1. เหยียบสิ่งแหลมคม ตะปู ลวด หรือเศษแก้ว ร่องรั่วซึมบริเวณยาง หรือในบางครั้งอาจจะมีวัตถุเล็กหรือเศษ ๆ ที่เข้าไปติดตามซอกขอบยาง จนทำให้ยางค่อย ๆ อ่อนตัวลงและรั่วซึมในที่สุด
  2. พฤติกรรมการขับขี่ เช่น ขับรถในพื้นที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ถนนขรุขระไม่เรียบ หรือขับเสียดสีกับขอบถนนหรือขอบฟุตบาท ทำให้แก้มยางได้รับความเสียหายหรือผิดรูป ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดอาการยางรถซึม
  3. เกิดการชำรุดบริเวณขอบยาง ซึ่งมาจากบริเวณขอบยางในใต้กระทะล้อ ทำให้กระทะล้อและยางรถยนต์ติดกันไม่สนิท เป็นสาเหตุให้ลมยางรั่วซึมออกมาได้
  4. แรงดันลมยางไม่เหมาะสม โดยทั่วไปแล้วเราควรเติมลมยางทุกเดือน ตามค่าแรงดันลมยางที่คู่มือรถยนต์กำหนด เพื่อให้ยางรถยนต์พร้อมใช้งานเสมอ แต่หากเราเติมลมยางน้อยเกินไป จนส่งผลให้ยางยุบตัวลงมากกว่าปกติ จึงเสี่ยงสร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างยางและเกิดรอยรั่วได้ง่ายกว่าปกติ ในขณะที่หากเติมแรงดันสูงมากเกินไป ก็ทำให้อาจเกิดการแตกหรือระเบิดได้เช่นกันเมื่อตกหลุม หรือกระแทกกับพื้นถนนแรง ๆ
  5. ยางเสื่อมสภาพ ยางที่ผ่านการใช้งานมานาน หรือถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว จะมีลักษณะยางแตกลายงา หรือเนื้อยางแข็งตัว ทำให้เกิดอาการยางรถซึมได้ง่ายหรือถึงขั้นระเบิดขณะขับขี่ได้เลย
  6. จุ๊บลมยางเสื่อมสภาพ หรือฝาจุ๊บหลุดหายไป หลายคนอาจมองข้ามส่วนนี้ไป แต่ก็สำคัญไม่แพ้กับส่วนอื่นเลย เพราะก็จะเป็นจุดที่ทำให้ลมยางรถซึมออกมาได้เช่นกัน

 

 

วิธีตรวจเช็ก และแก้ปัญหาอาการยางรถซึม

 

 

เพื่อการขับขี่ที่ราบรื่นหรือหลีกเลี่ยงอาการยางรถซึม เราควรจะตรวจเช็กสภาพยางรถยนต์จากการสังเกตง่าย ๆ พร้อมหาทางแก้ปัญหาเบื้องต้น โดยการหาตำแหน่งรูรั่วของยางง่าย ๆ ด้วยการนำน้ำที่ผสมผงซักฟอกฉีดไปที่ล้อ หากมีจุดใดเกิดฟองตรงจุดนั้น หมายความว่ามีรอยรั่วตรงจุดนั้นนั่นเอง

 

  • กรณีที่มีรอยรั่วเล็ก ๆ สามารถใช้วิธีการปะยางแบบชั่วคราว ด้วยวิธีแทงใยไหมด้วยตัวเอง ใช้เพื่อขับเดินทางไปยังศูนย์หรืออู่ซ่อมเท่านั้น ไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้สำหรับการขับขี่ในระยะยาว
  • กรณีที่ฝาจุกเสียหาย ให้รีบนำไปเปลี่ยนเป็นฝาจุกใหม่ทันที เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียแรงดันลมยางอย่างต่อเนื่อง
  • กรณีล้อมีรอยบิดเบี้ยว อยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ ไม่ควรพยายามซ่อมแซมหรือดัดล้อด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้โครงสร้างล้อเสียหายมากขึ้น ควรนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อประเมินว่าสามารถซ่อมแซมหรือจำเป็นต้องเปลี่ยนล้อใหม่เพื่อความปลอดภัย
  • กรณีที่เห็นรอยรั่วชัดเจน ควรนำรถยนต์ไปเปลี่ยนยางใหม่ทันที เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย

 

ยางรถยนต์ซึม อันตรายไหม? วิธีการรับมือ

 

หากเรารับรู้ถึงอาการยางรั่วซึมเร็วมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะช่วยให้แก้ไขปัญหาทันเวลา แต่หากมารู้ทีหลังขณะขับขี่บนท้องถนนแล้ว ก็จะต้องรับมืออย่างมีสติ เนื่องจากรถยางรั่วจะทำให้ควบคุมรถยากมากขึ้น และอาจไปถึงขั้นระเบิดได้กรณีที่ฝืนขับจนแรงดันลมออกหมดจากยาง ดัหากในกรณียางยังคงมีลม ยังไม่ได้ถึงขึ้นแบนราบ แนะให้ขับด้วยความระวังด้วยความเร็วต่ำ ไม่เกิน 10-20 กม./ชม. เพื่อไปยังศูนย์บริการใกล้เคียง แต่หากไกลมากหรือรั่วค่อนข้างเยอะ แนะนำให้จอดรถข้างทางและโทรขอความช่วยเหลือ สำหรับการยกรถฉุกเฉิน ไม่ควรฝืนบดต่อไป เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่

 

เทคนิคป้องกันอาการยางรถซึม

 

ความจริงแล้วเราสามารถเลือกที่จะป้องกันหรือหลีกเลี่ยงอาการยางรถซึมได้ ด้วยการสังเกต และใช้เทคนิคต่อไปนี้

 

  • หมั่นตรวจเช็กสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนออกเดินทางระยะไกล เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดสถานการณ์ยางรถรั่วซึมกลางถนน
  • เช็กให้มั่นใจว่าปิดจุ๊กลมยางสนิทเมื่อมีการเติมลมยาง และจะต้องเปลี่ยนจุกลมใหม่ทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนยางใหม่ เพราะจุกลมก็สามารถเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานยางรถเช่นกัน
  • ควรเปลี่ยนยางรถยนต์ตามระยะเวลาที่คู่มือรถยนต์กำหนด หรือประมาณ 3-5 ปี เพื่อป้องกันการเกิดความเสียหายในอนาคต

 

SHARE:

RELATE TIPS & TRICK

wheel_bearing-45
steering-45
รวมยางรถเก๋งยอดฮิต