สัญญาณยางรถยนต์เสื่อมสภาพ เช็กง่ายใน 5 นาที

ยางเสื่อมสภาพ เป็นปัญหาที่ต้องใช้การสังเกตอาการ และดูแลเช็กยางรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าจะเดินทางเพียงระยะใกล้ไปจนถึงระยะทางไกลก็ตาม เพราะยางรถยนต์ทำหน้าที่สำคัญในการขับเคลื่อน รับน้ำหนัก รวมไปถึงสัมผัสกับพื้นถนนโดยตรง หากเมื่อยางเสื่อมสภาพก็จะนำไปสู่ประสิทธิภาพการขับขี่ลดลง การควบคุมรถยาก การเบรกไม่อยู่ หรือการยึดเกาะถนน ล้วนเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ในอนาคต ดังนั้นการทราบทริคเช็กยางเสื่อมสภาพเบื้องต้นง่าย ๆ ทำได้ด้วยตัวเอง รวมถึงวิธีการดูแลไม่ให้ยางเสื่อมสภาพเร็ว จึงช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยและราบรื่น จากการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนยางเส้นใหม่ได้ทันเวลา

 

ยางเสื่อมสภาพเร็วเกิดจากอะไร

 

โดยทั่วไปแล้วอายุการใช้งานของยางรถยนต์อยู่ที่ประมาณ 3-5 ปี หรือระยะทาง 50,000 กิโลเมตร แต่การใช้งานได้ตามระยะเวลาที่กล่าวไว้ ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบสภาพยางรถยนต์อย่างเสมอ เนื่องจากยางรถยนต์สามารถเสื่อมสภาพได้จากปัจจัยหลายอย่าง ยิ่งหากถ้ายางรถยนต์ของคุณสึกหรอหรือมีอาการเสื่อมสภาพเร็วผิดปกติ อาจมาจากสาเหตุต่อไปนี้ การเติมลมยางไม่เหมาะสม ทั้งการเติมลมยางแข็งเกินหรือใช้รถยนต์ขณะลมยางอ่อนอยู่ จะส่งผลให้ยางรถยนต์ของคุณสึกหรอง่ายขึ้น แนะนำว่าควรเติมลมยางให้ตรงตามที่คู่มือรถยนต์ระบุ

การตั้งศูนย์ถ่วงล้อที่ผิดไปจากมาตรฐาน นำไปสู่การเสียสมดุลของยางรถยนต์ ทำให้ไม่สามารถกระจายน้ำหนักได้ทั่วทั้งล้อหรือขอบล้อ ส่งผลให้ยางสึกหรอได้ง่าย

การละเลยตรวจเช็กสภาพยางรถยนต์ เช่น เช็กความลึกของร่องดอกยาง รอยบิดเบี้ยว รอยบวม หรือความเสียหายต่าง ๆ ซึ่งสามารถสังเกตได้ด้วยตัวเอง หากทำสม่ำเสมอก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานของยาง และแก้ไขได้ทันทีหากพบความผิดปกติดังกล่าว

พฤติกรรมการขับขี่ที่เป็นผลเสียต่อยางรถยนต์ เช่น การบรรทุกของหนักเกินกว่าค่าดัชนีการรองรับน้ำหนักที่ยางรับได้สูงสุด การขับขี่ในสภาพถนนที่ไม่ราบรื่น ขับตกหลุม ขับเร็ว หรือเหยียบเบรกกะทันหันบ่อย ๆ นอกจากยางเสื่อมสภาพเร็วแล้ว ยังทำให้ช่วงล่างได้รับความเสียหายอีกด้วย

 

สัญญาณเตือนยางเสื่อมสภาพ

 

ผู้ขับขี่สามารถรับรู้ความผิดปกติของยางรถยนต์ได้จากการขับขี่ประจำวัน ซึ่งจะแสดงอาการมาได้หลากหลายรูปแบบ เช่น

การยึดเกาะไม่ดี เค้าโค้งไม่สมูท รู้สึกว่าควบคุมรถยากผิดปกติ และจะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นเมื่อต้องขับขี่ในสถานการณ์ฝนตกหนัก เช่น รถลื่นไถล หรือระยะเบรกยาวขึ้นกว่าเดิม นี่เป็นสัญญาณบอกว่าดอกยางกำลังสึกหรอ หรือเนื้อยางเริ่มเสื่อมสภาพจนไม่สามารถยึดเกาะบนถนนได้ดีเท่าที่ควร

สูญเสียแรงดันลมยางเร็ว ต้องเติมลมยางบ่อยขึ้น อาจจะเกิดจากยางรั่วซึมหรือหมดสภาพนั่นเอง ควรนำรถยนต์เข้าศูนย์เช็กอย่างละเอียดว่า มีของแหลมคมทิ่มแทงจากพื้นถนน หรือยางอาจเสื่อมสภาพ

สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากช่วงล่างจนถึงพวงมาลัย และบางครั้งอาจมีเสียงหอนผิดปกติร่วมด้วย จะยิ่งส่งเสียงดังเมื่อวิ่งเร็วขึ้น นั่นมาจากสาเหตุยางเสื่อมสภาพเช่นกัน

เมื่อกดจับที่ยางรถยนต์แล้วพบว่า ยางมีลักษณะแข็งกระด้าง เป็นผลมาจากเนื้อยางหมดอายุการใช้งาน เสียความยืดหยุ่น หรือจากการชอบแตกแดดเป็นเวลานาน ทำให้ยางแข็งกระด้าง จนระยะเบรกไม่ดี และเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุเมื่อขับขี่

วิธีเช็กยางรถยนต์ง่าย ๆ ก่อนออกเดินทาง

 

การคอยตรวจเช็กสภาพยางรถยนต์ก่อนการเดินทาง จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ให้ปลอดภัย และลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุในกรณีที่หากยางเสื่อมสภาพโดยไม่รู้ตัว ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบสภาพยางรถยนต์ด้วยตัวเองง่าย ๆ ดังนี้

1. ตรวจสอบดอกยาง ปกติแล้วดอกยางใหม่ ๆ จะมีความลึกประมาณ 8-9 มิลลิเมคร ละจะเริ่มลดลงเรื่อย ๆ ตามการใช้งาน โดยเราสามารถเช็กความลึกด้วยการใช้เหรียญบาทเพื่อตรวจสอบความลึกของดอกยาง หากความสูงของดอกยางต่ำกว่าเหรียญประมาณ ⅓ แสดงว่าดอกยางนั้นเสื่อมสภาพ หรือใช้ไม้บรรทัดสำหรับวัดความสูงของดอกยาง หากความสูงต้ำกว่า 3 มิลลิเมตร แปลว่าดอกยางนั้นใกล้หมดแล้วเช่นกัน

2. เช็กหน้ายางรถยนต์ ดูว่าสะพานยางที่อยู่บริเวณร่องยางและแก้มยาง เช็กว่าความสูงของดอกยางอยู่ใกล้เคียงหรือน้อยกว่าสะพานยางแล้วหรือไม่ ถ้าถึงระดับเดียวกันแล้วแปลว่ายางเสื่อมสภาพ ควรรีบเปลี่ยนยางรถยนต์ใหม่ทันที

3. สังเกตรูปทรงและลักษณะของยาง โดยเฉพาะบริเวณแก้มยาง สามารถเช็กได้ด้วยตาเปล่าว่า มีรอยงาแตกเล็ก ๆ หรือ มีรอยบวมนูน รอยร้าว ที่เกิดจากความร้อน หรืออายุการใช้งานหรือไม่ รวมไปถึงลักษณะโครงสร้างภายนอกว่ามีรอยบิดเบี้ยวหรือรอยแผลลึก ไม่ควรปล่อยไว้เพราะเสี่ยงต่อการระเบิดได้ระหว่างการขับขี่

4. ใช้เล็บจิกเพื่อตรวจสอบเนื้อยาง ยางรถยนต์เส้นใหม่จะมีลักษณะนิ่ม ยืดหยุ่น และยึดเกาะได้ดี แต่หากยางเสื่อมสภาพแล้วล่ะก็ เนื้อยางจะแข็งกระด้างเมื่อใช้เล็บจิกลงที่ยางรถยนต์ แล้วจะไม่ทิ้งรอยเล็บไว้ แปลว่ายางเสื่อมสภาพจนเริ่มแข็งกระด้างแล้ว

5. เช็กอาการได้จากการขับขี่ อีกหนึ่งสัญญาณเตือนยางเสื่อมสภาพสามารถรับรู้ได้จากการขับขี่ อย่างการขับขี่รถที่ไม่นุ่มนวล แข็งกระด้าง รถสั่นสะเทือน หรือมีเสียงดังผิดปกติอย่างเสียงหอนหรือเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดขณะเลี้ยว

6. ตรวจสอบอายุของยาง ด้วยการดูวันหมดอายุของยางรถยนต์จาดตัวเลขที่อยู่บนแก้มยาง จะระบุไว้ทั้งหมด 4 หลัก หลังคำว่า “DOT” 2 ตัวแรก = สัปดาห์ที่ผลิต และ 2 ตัวหลัง = ปีที่ผลิต ซึ่งปกติแล้วยางจะมีอายุการใช้งานประมาณ 5 ปี นับจากวันที่ผลิต แต่ควรนำเข้าตรวจเช็กสภาพยางรถยนต์อยู่เสมอ เพราะสามารถอายุของยางนั้นจะเสื่อมลงตามการใช้งาน

 

อันตรายแค่ไหนหากฝืนใช้ยางเสื่อมสภาพ

 

จะเป็นอย่างไรหากฝืนขับขี่แม้รู้ว่ายางเสื่อมสภาพ? แน่นอนว่าจะมีโอกาสเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันระหว่างขับขี่ เช่น ยางรถยนต์ระเบิดจากการที่ยางเสื่อมสภาพ มีรอยแตกลายงา แก้มยางบวม และต่อมาจะส่งประสิทธิภาพการขับขี่ลดลงจากการที่ยางไม่สามารถยึดเกาะถนนได้ดีเหมือนเดิม นอกจากนี้ยังส่งผลให้ระยะเบรกยาวขึ้น เป็นอันตรายต่อการขับขี่อย่างมาก

ทริคดูแลรักษาอายุยางรถยนต์

 

  • ตรวจเช็กสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ ด้วยการสังเกตด้วยตัวเองว่ามี รอยรั่วซึม รอยแตก หรือบูดบวมหรือไม่ ไปจนถึงการนำเข้าศูนย์ตรวจสอบช่วงล่างรถยนต์อย่างละเอียดโดย
  • ผู้เชี่ยวชาญ ควรทำเป็นประจำทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อป้องกันยางเสื่อมสภาพ
  • ตั้งศูนย์ล้อและถ่วงล้อ เพื่อปรับล้อทั้งหมดให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
  • ตรวจเช็กแรงดันลมยาง รักษาระดับให้เหมาะสมตามคู่มือรถยนต์ของคุณ
  • สลับยางตามระยะทาง ทุก ๆ 8,000 – 10,000 กิโลเมตร หรืออย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมการขับขี่ที่จะทำให้ยางเสื่อมสภาพ เช่น ขับรถตกหลุมตกบ่อบ่อย ๆ ขับรถเร็ว หรือเบรกกะทันหัน และไม่ควรจอดรถยนต์กลางแจ้ง เพราะจะทำให้ยางรถยนต์แตกแดดนาน จนแข็งกระด้างและเสื่อมสภาพลงในที่สุด

 

สรุปแล้วผู้ขับขี่ควรหมั่นสังเกตตรวจเช็กสภาพยางรถยนต์ตามที่กล่าวมาข้างต้น หากพบความผิดปกติก็ควรรีบนำเข้าศูนย์ทันที  เพื่อทำการเปลี่ยนยางรถยนต์ใหม่ ช่วยให้การขับขี่ทุกเส้นทางนั้นปลอดภัย ไม่มีปัญหาระหว่างการเดินทาง และได้ประสบการณ์การขับขี่ที่ดีเยี่ยมต่อเนื่อง

SHARE:

RELATE TIPS & TRICK

nitrogen-tire_nitrogen
atht-tire_1
used-tire-checklist1