พวงมาลัยสั่นที่ความเร็วเกิน 80, 100, 120 กม./ชม. เกิดจากอะไร

ไม่มีใครอยากเผชิญกับอาการ “พวงมาลัยสั่น” ขณะขับขี่รถยนต์ โดยเฉพาะเมื่อกำลังใช้ความเร็วระยะหนึ่ง อย่าง 80, 100, 120 กม./ชม. ทำให้เสียความมั่นใจในการควบคุมรถไม่น้อยเลย ซึ่งสาเหตุของนั้นมาได้หลากหลายปัจจัย ขึ้นอยู่กับว่ามีรถของคุณมีปัญหาที่ส่วนใด เช่น ล้อเสียสมดุล ยางเสื่อมสภาพ จานเบรกชำรุด หรือช่วงล่างมีปัญหา โดยบทความนี้จะแนะนำให้ทราบถึงสาเหตุของอาการพวงมาลัยสั่น อันตรายมากน้อยแค่ไหน เพื่อแก้ไขและป้องกันได้ตรงจุด ช่วยให้ขับขี่มั่นใจและปลอดภัยทุกเส้นทาง

 

พวงมาลัยสั่นมีกี่แบบ

 

อาการสั่นนั้นเกิดขึ้นได้หลายสถานการณ์ สามารถแบ่งออกได้ 3 กรณีหลัก ๆ ดังนี้

  • พวงมาลัยสั่นขณะเพิ่มความเร็ว 80, 100, 120 กม./ชม. ยิ่งเมื่อเพิ่มความเร็วกลับรู้สึกถึงอาการสั่นแรงขึ้น ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการตั้งศูนย์ ล้อผิดตำแหน่ง หรือยางรถยนต์สูญเสียสมดุล ยางเสื่อมสภาพ เมื่อน้ำหนักของรถยนต์ไม่ถูกกระจายไปยังยางทั้ง 4 เส้น ได้เต็มประสิทธิภาพ จึงส่งผลต่อการควบคุมทิศทางรถยนต์ทันที
  • พวงมาลัยสั่นเมื่อจู่ ๆ เหยียบเบรกขณะวิ่งมาด้วยความเร็วสูง นี่อาจบ่งบอกถึงปัญหาจานเบรกที่บิดเบี้ยว ผ้าเบรกที่สึกหรอ หรือน้ำมันเบรกหล่อลื่นไม่เพียงพอ ล้วนมาจากปัญหาของระบบเบรกนั่นเอง
  • พวงมาลัยสั่นตลอด หากรับรู้ถึงแรงสั่นตลอดการขับขี่ อาจมาจากปัญหาช่วงล่างที่ชำรุดหรือหลวม อย่างเช่น ลูกปืนล้อหรือเพลาขับ ทำให้ไม่สามารถดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้เต็มประสิทธิภาพ

 

พวงมาลัยสั่น เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

 

ปัญหาพวงมาลัยสั่นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้บ่อยครั้งกับรถยนต์ ทำให้หลายคนไม่มั่นใจในการขับขี่และกังวลเรื่องความปลอดภัย นี่เป็นสัญญาณเตือนให้ต้องรีบตรวจเช็กและหาสาเหตุ ซึ่งเกิดได้จากข้อบกพร่องของระบบต่าง ๆ  ดังต่อไปนี้

 

1. ส่วนบริเวณล้อและยางรถยนต์

 

  • การถ่วงล้อไม่ตรงตามมาตรฐาน เพราะหากล้อสูญเสียสมดุลการกระจายน้ำหนัก จะทำให้เกิดอาการพวงมาลัยสั่นเมื่อเพิ่มความเร็วในการขับขี่
  • การตั้งศูนย์ถ่วงล้อไม่สมดุล นับเป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้อาการสั่นชัดมากขึ้นเมื่อขับขี่เร่งเครื่องยนต์ ด้วยล้อที่หมุนจะเกิดแรงเหวี่ยงตามมาจากการเสียสมดุล จึงส่งต่อแรงสั่นนี้ไปถึงพวงมาลัยรถยนต์นั่นเอง นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบให้ช่วงล่างพวงมาลัยนั้นหลวม และสั่นเพิ่มขึ้นเข้าไปอีก
  • ยางรถยนต์เสื่อมสภาพ ด้วยหน้าที่ของยางรถยนต์ที่ต้องรองรับแรงกระแทกจากพื้นถนนโดยตรง ดังนั้นเมื่อตัวยางเสื่อมสภาพ ไม่ว่าจะเป็น หน้ายางบวม ดอกยางเสื่อม ยางบิดเบี้ยวผิดรูป หรือผิวยางขรุขระ จึงเกิดเป็นอาการล้อสะดุดและอาการสั่นเป็นระยะ ๆ ในเวลาต่อมา และส่งผลต่อตัวรถยนต์ไปจนถึงการบังคับพวงมาลัย
  • ล้อแม็กผิดรูป นอกจากตัวยางแล้ว ส่วนของล้อแม็กก็มีผลต่ออาการพวงมาลัยสั่นได้เช่นกัน หากล้อแม็กมีการคด บิดเบี้ยว บิ่นแตก ผิดรูปไม่กลมดังเดิม ทำให้เสียสมดุลการทรงตัวและเป็นผลกับการหมุนของล้อ ควรรีบนำรถเข้าศูนย์เพื่อตรวจเช็กทันที
  • ลูกปืนชำรุด ด้วยความที่ลูกปืนมีหน้าที่ให้ล้อหมุนได้อย่างราบรื่น หากลูกปืนหลวมหรือแตก ทำให้ล้อขาดสมดุลในการหมุน ส่งผลให้เกิดแรงสั่นไปถึงพวงมาลัยตลอดจนถึงการขับขี่ไม่นุ่มนวล ไม่มั่นใจ และไม่ปลอดภัยต่อการขับขี่

 

2. ส่วนบริเวณระบบเบรก

 

  • ผ้าเบรกหรือจานเบรกชำรุด หากคุณสัมผัสอาการพวงมาลัยสั่นเมื่อเหยียบเบรก นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า จานเบรกคด สึกหรอ หรือผ้าเบรกหมดอายุการใช้งาน ทำให้แรงเสียดทานไม่สม่ำเสมอ และสะท้านกลับไปมายังพวงมาลัย กลายเป็นเกิดแรงสั่นสะเทือนเมื่อเหยียบเบรก โดยมักเกิดจากพฤติกรรมการขับขี่ที่ชอบเหยียบเบรกกะทันหันบ่อย ๆ หรือการขับรถขึ้นลงเขาเป็นประจำ
  • น้ำมันเบรกไม่เพียงพอ การที่ระบบเบรกทำงานสะดุดจากการไม่มีน้ำมันเบรกหล่อลื่นที่เพียงพอ ก็ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนไปถึงการทำงานของพวงมาลัยเช่นกัน

 

 

3. ส่วนบริเวณระบบช่วงล่าง

 

  • ช่วงล่างมีปัญหา ช่วงล่างถือเป็นส่วนสำคัญในการรับแรงกระแทกระหว่างเครื่องยนต์กับถนน หากมีส่วนใดส่วนหนึ่งในระบบอย่าง ลูกหมาก โช้คอัพ บุชปีกนก คันชัก เพลาขับ หรือส่วนประกอบอื่น ๆ นั้นเสื่อมสภาพหรือหลวม ก็จะทำให้รับแรงสั่นสะเทือนได้ทั้งคันรถไปจนถึงทำให้พวงมาลัยสั่น
  • เพลาขับไม่สมดุล จะรู้สึกถึงแรงสั่นเมื่อเหยียบคันเร่งแรง ๆ จากการที่เพลาขับบิดเบี้ยวหรือคดงอ
  • ปลอกกันสั่นหลวม คืออุปกรณ์ที่ติดตั้งระหว่างล้อแม็กซ์กับดุมล้อรถ ถ้ามีการติดผิดพลาด เช่น ขนาดของล้อกับดุมไม่เท่ากัน หรือใช้ปลอกกันสั่นที่คุณภาพไม่ดี ทำให้เกิดอาการหลวมง่าย และเกิดเป็นอาการพวงมาลัยสั่น

 

4. ส่วนบริเวณพวงมาลัย

 

  • พวงมาลัยหนักเกินไป เกิดจากการความหน่วงจากระบบพวงมาลัย หรือปั๊มพวงมาลัยที่เสียหายหรือรั่ว ส่งผลให้พวงมาลัยนั้นหนักเพราะยางอ่อน เมื่อลมยางไม่ถึง การควบคุมนั้นจึงยากขึ้นกว่าเดิม และเป็นสาเหตุให้เกิดอาการพวงมาลัยสั่น
  • พวงมาลัยไม่ตรง แกนพวงมาลัยสึกหรอหรือใช้งานมานานจนเริ่มเสื่อมสภาพ ทำให้เกิดอาการสั่นได้เช่นกัน

 

ขับต่อได้ไหมเมื่อพวงมาลัยสั่น

 

จะเป็นอย่างไรเมื่อละเลยอาการสั่นของพวงมาลัย? แน่นอนว่า การฝืนทนขับขี่ต่อไปจะส่งผลเสียต่อการขับขี่ในอนาคต เช่น

 

  • ควบคุมการขับขี่ยาก เพราะพวงมาลัยคือหัวใจในการบังคับล้อรถและทิศทางการขับขี่ เมื่อมีอาการสั่นเข้ามาร่วมด้วย ย่อมทำให้ผู้ขับขี่ไม่มั่นใจในการขับขี่อีกต่อไป ยิ่งเมื่อเพิ่มความเร็ว หรือเลี้ยวโค้ง อาจทำให้การตอบสนองของพวงมาลัยไม่แม่นยำได้ดีเท่าที่ควรจะเป็น
  • เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ ไม่ใช่แค่เพียงระหว่างการขับขี่แล้วมีอาการสั่นเท่านั้น แต่ขณะเหยียบเบรกกะทันหันพวงมาลัยก็ยังสั่น นี่อาจทำให้คุณสูญเสียการควบคุมทิศทางของรถได้ หรือละเลยสัญญาณเตือนที่กำลังบอกว่า จานเบรกมีปัญหา ลูกหมากเสีย ช่วงล่างเสื่อม ล้วนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ เพราะเรากำลังลดประสิทธิภาพการขับขี่อยู่นั่นเอง
  • เพิ่มความเสียหายให้ชิ้นส่วนอื่น ๆ การฝืนขับรถยนต์ทั้ง ๆ ที่รับรู้ถึงความผิดปกติอย่างการสั่นของมาลัย จะทำให้จากแค่ความเสียหายเล็กน้อยกลายเป็นเรื่องบานปลายได้ เพราะการสั่นจะทำให้กระทบถึงส่วนต่าง ๆ ของรถ เช่น ระบบช่วงล่าง ระบบเบรก หรืออะไหล่ต่าง ๆ ที่ทำงานไม่ได้เต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นควรรีบตรวจเช็กทันทีที่รับรู้ถึงอาการพวงมาลัยสั่น

 

 

ป้องกันไม่ให้เกิดอาการพวงมาลัยสั่น

 

หากพบอาการพวงมาลัยสั่นควรรีบแก้ไขทันที และตรวจเช็กรถยนต์ของคุณอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการพวงมาลัยสั่นซ้ำอีก และเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่สูงสุด ปลอดภัย มั่นใจในการขับขี่มากขึ้น แนะนำให้เช็กตามข้อต่อไปนี้ได้เลย

 

  1. อย่าลืมเปลี่ยนยางใหม่เมื่อครบอายุการใช้งาน ตรวจสอบสภาพยางหรือเช็กที่คู่มือรถยนต์ว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนยางใหม่แล้วหรือไม่
  2. สลับยางใช้งาน พร้อมถ่วงล้อทุกครั้ง วิธีนี้จะช่วยให้ลดการเกิดอาการสั่นของพวงมาลัยได้ เพราะสมดุลของล้อรถยนต์คือสิ่งสำคัญในการควบคุมทิศทางรถยนต์
  3. ตรวจสอบระบบเบรกเป็นประจำ หากมีส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบเสื่อมสภาพ ควรรีบเปลี่ยนทันทีดีกว่าปล่อยไว้จนกระทบกับอะไหล่อื่น ๆ ให้เสียหรือชำรุดตาม
  4. ตรวจเช็กช่วงล่างและระบบพวงมาลัยสม่ำเสมอ ด้วยการนำรถเข้าศูนย์บริการตามระยะเวลาที่คู่มือรถยนต์กำหนด เพื่อตรวจเช็กว่ามีจุดไหนที่ควรซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่ เพื่อแก้ไขได้ทันเวลาก่อนที่จะเกิดปัญหารุนแรงขึ้นในอนาคต

SHARE:

RELATE TIPS & TRICK

รวมยางรถเก๋งยอดฮิต
ยางใหม่ค้างปี VS ยางปีปัจจุบัน
nitrogen-tire_nitrogen